
หากต้องการให้ผิวดูดีต้องใส่ใจการดูแลสุขภาพผิวในระยะยาว เพราะผิวต้องเผชิญหน้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงในทุก ๆ วัน ไม่ว่าจะเป็นแสงแดด ฝุ่น หรือมลภาวะ ที่ต่างเป็นปัจจัยทำร้ายผิว ดังนั้น การให้ความสนใจกับวิธีเลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับผิว จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่จำเป็นมาก เพราะหากเลือกใช้แบบผิดๆ อาจทำให้ได้ผลลัพธ์ตรงกันข้าม หรือทำให้เห็นผลช้ากว่าที่ควรจะเป็น
บทความนี้จะพาไปรู้จักกับสกินแคร์ในทุกมิติ ตั้งแต่ความหมาย ประเภท ไปจนถึงวิธีเลือกให้เหมาะกับผิวของแต่ละคน พร้อมรับคำแนะนำว่าสกินแคร์ตัวไหนของ Verite ที่จะช่วยพิชิตปัญหาผิว
สกินแคร์ คืออะไร ก่อนเลือก Skincare มาทำความรู้จัก Skincare กันก่อน
สกินแคร์ (Skincare) หมายถึงผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่ดูแลผิวโดยเฉพาะ เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง ฟื้นบำรุงผิว และป้องกันไม่ให้ผิวโดยทำร้ายจากปัจจัยต่าง ๆ สกินแคร์มักจะประกอบไปด้วยสารสำคัญหลายตัว เพื่อร่วมกันดูแลทั้งผิวชั้นนอกไปจนถึงระดับเซลล์ผิวภายใน

เหตุผลที่ควรใช้สกินแคร์เป็นประจำ มีดังนี้
- ช่วยคงความชุ่มชื้น ทำให้ผิวดูสดใสและไม่แห้งกร้าน
- ลดเลือนริ้วรอยก่อนวัย และชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิว
- ปกป้องผิวจากแสงแดด ฝุ่น ควัน และมลภาวะที่มองไม่เห็น
- เสริมเกราะป้องกันผิว ลดการอักเสบ จนเกิดเป็นผดผื่นหรือสิว
- ช่วยฟื้นฟูและเสริมสร้างคอลลาเจน ทำผิวเด้งฟู ดูอ่อนกว่าวัย
สกินแคร์ มีกี่ประเภท
หากยังไม่แน่ใจว่าควรใช้วิธีเลือกสกินแคร์แบบไหน หรือมีวิธีเลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับผิวอย่างไร ให้เริ่มจากการเข้าใจประเภทของสกินแคร์และทำความรู้จักสภาพผิวของตัวเองก่อน เพราะผิวแต่ละแบบมีความต้องการการบำรุงที่แตกต่างกัน และควรเลือกให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน ทั้งนี้ สามารถแบ่งสกินแคร์ออกได้เป็น 3 กลุ่มหลักตามความสำคัญและหน้าที่ ดังนี้

1. กลุ่มปกป้องผิว (Protective Skincare)
ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้มีหน้าที่หลัก คือ การป้องกันผิวจากปัจจัยเสี่ยงที่อยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็น รังสี UV, มลภาวะ, ฝุ่นควัน และสิ่งสกปรกที่ตามองไม่เห็น โดยสกินแคร์กลุ่มนี้จะเน้นการสร้างเกราะป้องกันผิวและเสริมความแข็งแรงให้แก่ชั้นผิวหนัง ทำหน้าที่เสมือนเกราะกำบังให้แก่ในผิวระหว่างวัน จึงช่วยลดผลกระทบ และลดการระคายเคืองจากปัจจัยเสี่ยงในทุก ๆ รูปแบบ
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ เช่น
- ครีมกันแดดที่มี SPF และค่า PA สูง
- มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีสาร Anti-pollution
- เซรั่มปกป้องผิวจากแสงสีฟ้า
2. กลุ่มบำรุงผิว (Moisturizing & Nourishing Skincare)
กลุ่มบำรุงผิวถือเป็นหัวใจหลักของการดูแลผิว เพราะจะเน้นเติมความชุ่มชื้นให้ผิว พร้อมด้วยการฟื้นฟูเซลล์ผิวที่อ่อนล้าให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง สกินแคร์กลุ่มนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวแห้ง ผิวหมองคล้ำ หรือผิวที่สูญเสียความยืดหยุ่น หากได้รับการเสริมอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยฟื้นฟูผิว รักษาความสมดุลของน้ำและน้ำมันในผิว กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวดูสดใส เรียบเนียน และอ่อนเยาว์ขึ้นได้
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ เช่น
- เซรั่มเข้มข้นเพื่อแก้ปัญหาผิวแห้งและผิวหมองคล้ำ
- เอสเซนส์ที่ช่วยปลอบประโลมผิว
- ไนท์ครีมที่มีสารแอคทีฟสูง
- มาสก์หน้าแบบล้างออกหรือมาสก์หน้าแบบแผ่น
- น้ำมันบำรุงผิวหน้า
3. กลุ่มรักษาผิว (Corrective Skincare)
ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาให้แก่ผิวโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น สิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ หรือริ้วรอยลึก โดยมักมีส่วนผสมของสารสกัดที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัว และผ่านการทดสอบทางคลินิกมาแล้วว่าช่วยลดปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ เช่น
- ครีมลดริ้วรอยที่มีเรตินอลหรือเปปไทด์ ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และเพิ่มความยืดหยุ่น
- เซรั่มลดฝ้า กระ ที่มีวิตามินซีหรืออาร์บูติน ช่วยยับยั้งตัวการสร้างเม็ดสีผิว
- ทรีตเมนต์ที่ช่วยลดรอยสิวได้ตรงจุด
วิธีเลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับผิวควรพิจารณาตามความเหมาะสมของสภาพผิวในขณะนั้น เช่น ผลิตภัณฑ์กลุ่มปกป้องควรใช้ในช่วงเช้าหรือเติมระหว่างวัน เพื่อป้องกันผิวจากแสงแดดและมลภาวะ ในขณะที่ ผลิตภัณฑ์กลุ่มบำรุง เหมาะกับการใช้ในช่วงกลางคืน เพื่อให้ผิวได้รับการฟื้นฟูในขณะที่หลับพักผ่อน ส่วนผลิตภัณฑ์กลุ่มรักษาอาจมีการใช้ทั้งเช้าและเย็น แต่ควรควบคุมปริมาณและความถี่ รวมถึงใช้ตามคำแนะนำของแพทย์
เนื้อสัมผัสของสกินแคร์มีกี่แบบ
นอกจากการพิจารณาสรรพคุณของสกินแคร์แล้ว วิธีเลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับผิวยังต้องให้ความสำคัญกับเนื้อสัมผัสของสกินแคร์ด้วย เพราะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลโดยตรงต่อการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น การดูดซึมสู่ผิว หรือความรู้สึกหลังทา หากใช้แล้วรู้สึกเหนอะหนะหรือหนักผิวเกินไป ก็อาจเป็นเหตุผลให้เลิกใช้กลางคันได้ง่าย ๆ

ประเภทเนื้อสัมผัสที่พบได้บ่อย ได้แก่
1. เนื้อเจล (Gel)
เนื้อเจลมีลักษณะใส บางเบา และซึมลงสู่ผิวได้เร็ว เพราะมีส่วนประกอบของน้ำเป็นหลัก สกินแคร์ที่มีเนื้อสัมผัสนี้มักจะเย็นสบาย เหมาะสำหรับผิวที่ต้องการความชุ่มชื้นหรือคนที่เป็นสิวง่าย โดยไม่เพิ่มความมันและไม่ทำให้อุดตันรูขุมขน วิธีเลือกสกินแคร์เนื้อเจลจึงถือว่าตอบโจทย์สภาพอากาศในเมืองไทยได้เป็นอย่างดี
2. เนื้อครีม (Cream)
เนื้อครีมจะมีความเข้มข้นที่สุดและให้ความชุ่มชื้นสูง สกินแคร์บำรุงผิวหน้าเนื้อครีมจึงเหมาะกับการฟื้นบำรุงผิวที่แห้ง ขาดน้ำ หรือผิวที่ต้องการการฟื้นฟูในระดับลึก อย่างไรก็ตาม เนื้อครีมที่เข้มข้นมักจะใช้เวลาในการซึมสู่ผิวนาน ดังนั้น จึงมักใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ดูแลผิวในช่วงกลางคืนมากกว่า
3. เนื้อเซรั่ม (Serum)
เนื้อสัมผัสเซรั่มจะบางเบา มีลักษณะค่อนข้างเหลว แต่อุดมไปด้วยสารออกฤทธิ์บำรุงผิวหลายชนิด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวเฉพาะจุด เช่น จุดด่างดำ ริ้วรอย หรือผิวหมองคล้ำ เพราะช่วยบำรุงผิวอย่างล้ำลึก เห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจน และซึมซาบได้รวดเร็ว
4. เนื้อโลชั่น (Lotion)
เนื้อโลชั่นจะมีความข้นอยู่ระหว่างน้ำกับเนื้อครีม ทำให้เกลี่ยง่าย สบายผิว และกระจายตัวได้ดี เหมาะสำหรับการใช้ในตอนเช้าหรือก่อนแต่งหน้า เพราะไม่เหนอะหนะและให้ความชุ่มชื้นได้ดีพอสมควร อีกทั้งยังเป็นสกินแคร์เหมาะกับสภาพผิวทุกรูปแบบด้วย
5. เนื้อเอสเซนส์ (Essence)
เนื้อเอสเซนส์จะมีเนื้อสัมผัสบางเบาคล้ายน้ำเปล่า จึงซึมเข้าสู่ผิวได้ง่าย ไม่เหนอะหนะ และเหมาะกับการใช้เพื่อปรับสมดุลผิวก่อนใช้สกินแคร์ตัวอื่น ๆ
เลือกครีมทาหน้าตามสภาพผิวอย่างไร
การเข้าใจสภาพผิวคือกุญแจสำคัญในการบำรุงผิวหน้า วิธีเลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับผิวจึงต้องให้ความสนใจไปที่สภาพผิวของแต่ละคนด้วย หากต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผิวแต่ละแบบ Verite ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ ดังต่อไปนี้
ผิวแพ้ง่าย (Sensitive Skin)
VERI: MOIST AQUAFLOW SERUM
ผิวแพ้ง่ายจะไวต่อสารเคมีหรือปัจจัยภายนอกทั่ว ๆ ไป ทำให้เกิดอาการคัน บวมแดง หรือเกิดผดผื่นง่าย และต้องการการดูแลอย่างอ่อนโยนที่สุด
- เซรั่มสูตรอ่อนโยนที่มีส่วนผสมของ Niacinamide และ β-Glucan ปลอดภัยต่อผิวที่บอบบาง
- มี Aquaporin เติมเต็มความชุ่มชื่นให้ยาวนานอย่างล้ำลึก
- ช่วยเสริมเกาะป้องกันผิว ปกป้องผิวจากปัจจัยภายนอกได้ดี
ผิวแห้ง (Dry Skin)
VERI: MOIST AQUALOCK HYDROGEL
คนผิวแห้งหรือผิวลอกเป็นขุย มีแนวโน้มที่ผิวจะขาดความชุ่มชื้น และทำให้ดูแก่เร็ว วิธีเลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับผิวแห้งจึงต้องเน้นเรื่องความชุ่มชื้นโดยเฉพาะ
- ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ซึมเข้าผิวได้ลึก ล็อกความชุ่มชื้นต่อเนื่อง 14 วัน
- เติมน้ำให้ผิวทันที ช่วยให้ผิวฟูและดูอิ่มน้ำ
- สารสกัดจาก Earth Marine Water อุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด
ผิวมัน (Oily Skin)
Verite Pre-Pro Acne Spot Treatment
คนผิวมันมักมีปัญหาเรื่องการผลิตน้ำมันมากกว่าปกติ ทำให้มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย และต้องการผลิตภัณฑ์ที่ช่วยควบคุมความมัน หรือแก้ปัญหาสิวเป็นพิเศษ
- เจลกําจัดสิวที่ช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียชนิดดีบนผิวด้วย Pre-probiotic
- ผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากธรรมชาติ ไม่ทําให้ผิวแห้งหรือผิวเบิร์น
- ลดโอกาสเกิดสิวอักเสบและสิวซ้ำซาก
ผิวผสม (Combination Skin)
Verite Luminous White Cream
คนผิวผสมต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถควบคุมความมันได้ดีในบางบริเวณ พร้อมรักษาความชุ่มชื้นไปด้วยในเวลาเดียวกัน จึงต้องการผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิวหน้าที่ตอบโจทย์เรื่องคุณสมบัติที่หลากหลาย
- ครีมบำรุงผิวหน้าเนื้อบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ
- สารสกัด Whitening Complex จากธรรมชาติ ช่วยปรับสีผิวให้กระจ่างใสอย่างอ่อนโยน
- ช่วยลดเลือนฝ้า กระ จุดด่างดำ และสร้างเกราะป้องกันผิว
ผิวปกติ (Normal Skin)
Verite CORA Booster
แม้ว่าคุณจะมีผิวปกติ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถละเลยการดูแลผิวหน้าได้ วิธีเลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับผิวปกติจึงควรเลือกใช้เซรั่มที่มีคุณสมบัติในการบำรุงผิว กระชับผิว หรือช่วยลดเลือนริ้วรอยได้ดี
- Pre-Aging Serum ช่วยกระชับผิวให้ดูอ่อนเยาว์ทุกช่วงอายุ ป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัย
- Hydrolyzed Collagen 2% ผสานพลังกับเซราไมด์และแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อผิว
- 4X Centella Complex รวมสารสกัดใบบัวบกเข้มข้น 4 ชนิต ช่วยฟื้นฟูผิวได้ล้ำลึก เสริมกับ Propolis จากผิวรังผึ้ง เสริมสร้างคอลลาเจน และต้านอนุมูลอิสระ

สรุป
ก่อนจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ใด ๆ ควรถามตัวเองให้มั่นใจก่อนว่า ผิวของเราตอนนี้เป็นอย่างไรและต้องการการดูแลส่วนไหนเป็นพิเศษ เพราะผิวของแต่ละคนเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ ฤดูกาล สภาพแวดล้อม และพฤติกรรมการใช้ชีวิต นอกจากนี้ ยังต้องหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารระคายเคือง และเลือกสกินแคร์ตามเนื้อสัมผัสที่เหมาะสมด้วย
Verite เชื่อว่าคำแนะนำในบทความนี้จะช่วยให้คุณรู้วิธีเลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับผิว เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม หากเลือกได้ถูกต้องตั้งแต่แรก ผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้สกินแคร์จะช่วยให้ผิวแข็งแรงและดูดีได้ในระยะยาวอย่างแน่นอน



