ประเภทของครีมกันแดด และวิธีเลือกใช้

กันแดดมีกี่ประเภท คำถามที่พบบ่อยของหลาย ๆ คนที่อยากผิวสวยใส โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดได้อย่างเหมาะสมกับสภาพผิว หรือไลฟ์สไตล์ของตัวเองมากที่สุด ซึ่งก็เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินกันมาว่ามีครีมกันแดด 2 ประเภท แต่รู้หรือไม่? ว่าจริง ๆ แล้วเราสามารถแบ่งครีมกันแดด หรือผลิตภัณฑ์กันแดดออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกัน ดังนี้

Chemical Sunscreen

ครีมกันแดดประเภท Chemical Sunscreen เป็นผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลัก เช่น Avobenzone, Oxybenzone, Octinoxate และ Bis-Ethylhexyloxyphenol Methoxyphenyl Triazine เป็นประเภทกันแดดที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากสามารถช่วยดูดซับรังสียูวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการเปลี่ยนรังสียูวีที่กระทบผิวเป็นความร้อน ทำให้รังสียูวีไม่สามารถซึมลงเข้าสู่ชั้นผิวได้ 

ข้อดีของกันแดดประเภท Chemical Sunscreen

  • เนื้อสัมผัสกันแดดประเภทนี้ส่วนใหญ่เกลี่ยง่าย เหมาะสำหรับใช้ในทุก ๆ วัน
  • ใช้ปริมาณน้อย ก็เพียงพอต่อการปกป้องผิว
  • ใช้ร่วมกับสกินแคร์ตัวอื่น ๆ เพื่อเสริมประสิทธิภาพปกป้องผิวจากแสงแดดได้ 

ข้อเสียของกันแดดประเภท Chemical Sunscreen 

  • จำเป็นต้องรอให้กันแดดซึมลงสู่ผิวก่อน 15-20 นาที จึงจะสามารถช่วยปกป้องแสงแดดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • มีโอกาสทำให้เกิดอาการระคายเคืองผิวได้ง่าย เนื่องจากมีส่วนประกอบของสารเคมีเป็นส่วนใหญ่
  • ไม่เหมาะกับผู้ที่มีสภาพผิวมัน เพราะอาจทำให้เกิดการอุดตัน เป็นสิวง่าย 

Physical Sunscreen 

กันแดดประเภท Physical Sunscreen หรือ Mineral Sunscreen ส่วนใหญ่มีส่วนประกอบเป็นแร่ธาตุ อย่าง Titanium Oxide และ Zinc Oxide ที่มีคุณสมบัติช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB โดยการสะท้อนรังสีเหล่านี้ออกจากผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ   

ข้อดีของกันแดดประเภท Physical Sunscreen

  • สารกันแดดมีความอ่อนโยน และปลอดภัยต่อผิวสูง ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่ำ
  • สามารถป้องกันผิวจากรังสี UVA และ UVB ได้
  • มีโอกาสอุดตันรูขุมขนน้อย เหมาะสำหรับผิวมัน ผิวเป็นสิวง่าย 
  • หลังใช้สามารถออกแดดได้เลย ไม่ต้องรอกันแดดซึมเข้าสู่ชั้นผิว

ข้อเสียของกันแดดประเภท Physical Sunscreen 

  • ส่วนใหญ่มักมีเนื้อสัมผัสที่หนัก เกลี่ยยาก และอาจปรับผิวให้ขาว หรือหน้าวอกได้
  • มีโอกาสสารกันแดดหลุดออกง่ายเมื่อโดนเหงื่อ หรือโดนน้ำ จำเป็นต้องทาซ้ำบ่อย ๆ
  • อาจมีคราบขาวของกันแดดเห็นชัดเมื่อเหงื่อออก หรือสัมผัสน้ำ 

Hybrid Sunscreen

กันแดดประเภท Hybrid Sunscreen นั้นเป็นที่นิยมอย่างมาก เนื่องจากเป็นกันแดดที่คิดค้นมาเพื่อกลบข้อด้อย เพิ่มข้อดีของกันแดดประเภท Physical และ Chemical รวมถึงปรับปรุงสูตรให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และความรุนแรงของแสงแดดในปัจจุบัน ช่วยให้ปกป้องผิวได้ดียิ่งขึ้น

ข้อดีของกันแดดประเภท Hybrid Sunscreen

  • สามารถช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA UVB ได้ครอบคลุม
  • สามารถช่วยดูดซับและสะท้อนรังสี UV ออกจากผิวได้ในขั้นตอนเดียว
  • เนื้อสัมผัสค่อนข้างเกลี่ยง่าย ไม่วอก ไม่เกิดคราบ
  • เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว 
  • ใช้แล้วสามารถออกแดดได้ทันที ไม่ต้องรอกันแดดเซ็ตตัว

ผิวแต่ละแบบ เหมาะกับกันแดดประเภทไหน

นอกเหนือไปจากการรู้ว่ากันแดดมีกี่ประเภท ควรเลือกแบบไหนถึงจะตอบโจทย์ความต้องการได้ดีนั้น อีกสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเวลาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กันแดดก็คือ สภาพผิวของแต่ละบุคคลว่าเหมาะกับกันแดดแบบไหนบ้าง? ดังนี้ 

  • ผิวแห้ง : เหมาะสำหรับกันแดดเนื้อครีม ที่เพิ่มความชุ่มชื้นและปกป้องผิวได้ยาวนาน หรือจะใช้แบบสติ๊กเพื่อเติมกันแดดระหว่างวันก็ได้
  • ผิวมัน : เหมาะสำหรับกันแดดที่มีเนื้อบางเบา อย่าง เนื้อเจลครีม เนื้อเจล หรือกันแดดแบบสเปรย์ ที่จะไม่ทำให้หน้ามันเยิ้มหลังใช้งาน และไม่ก่อให้เกิดการอุดตันรูขุมขน
  • ผิวผสม : หรือผู้ที่มีลักษณะผิวแห้งผสมผิวมัน แนะนำเลือกใช้กันแดดแบบครีมหรือเจล สัมผัสบางเบา เกลี่ยง่าย ไม่มันเยิ้ม หรือเลือกเป็นกันแดดประเภท Hybrid Sunscreen ก็ได้
  • ผิวแพ้ง่าย : ควรเลือกกันแดดเนื้อครีมประเภท Physical Sunscreen ที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองผิว และอ่อนโยนต่อผิวเซนซิทีฟ

จริง ๆ แล้วไม่ว่าคุณจะมีผิวแบบไหนกันแดดชนิด Hybrid Sunscreen ก็ถือว่าเป็นกันแดดที่เป้นที่นิยมและค่อนข้างตอบโจทย์ในการปกป้องผิวจากรังสียูวี เพราะได้ปรับปรุงคุณสมบัติของกันแดดทั้ง Chimical และ Physical Sunscreen เข้ามาไว้ด้วยกัน โดยนำข้อดีของแต่ละชนิดมารวมให้อยู่ในกันแดดเนื้อ Hybrid นั่นเอง ซึ่งทาง Verite ก็ไม่พลาดที่จะพัฒนาสูตรที่ตอบโจทย์ อย่างแดดประเทศไทย มาด้วยเช่นกัน

Verite Aqua Light Sunscreen 50+ PA++++

อย่างกันแดดประเภท Hybrid Sunscreen ตัวท็อปเรื่องกันแดดที่เหมาะกับการปกป้องแดดสูง เหมาะสำหรับการออกแดดเป็นเวลานาน ของ Verite มากด้วยคุณสมบัติบำรุงผิว ดังนี้

  • สามารถปกป้องผิวจากแสงแดดได้ทั้ง UVA UVB ตลอดจนแสงสีฟ้าหรือ Blue Light ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะหยิบมาใช้ Indoor หรือใช้ Outdoor ก็ปกป้องผิวได้อย่างเต็มที่
  • โดดเด่นด้วยส่วนผสมจากธรรมชาตินานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น สารสกัดกุหลาบหินจากดินแดนโมรอคโค, สารสกัดจุลินทรีย์จากน้ำทะเลลึก แอลทีโรโมแนส และสารสกัดสารสกัดจากดอกอัญชัน
  • ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดและมลภาวะในอากาศได้ครบจบในหลอดเดียว 

ขณะเดียวกันก็มาพร้อมกับเนื้อสัมผัสที่บางเบา สบายผิว ไม่เหนียวเหนอะหนะ และไม่ทิ้งความขาววอกที่ทำให้ขาดความมั่นใจอีกด้วย ที่สำคัญเหมาะสำหรับทุกสภาพผิว แม้ผิวบอบบางแพ้ง่ายก็สามารถใช้ได้

Verite UV Expert Sunscreen SPF 50 PA+++

ผลิตภัณฑ์กันแดดที่มาในรูปแบบของเนื้อครีมเข้มข้น แต่ให้ความบางเบา เกลี่ยง่าย ใช้แล้วไม่เป็นคราบระหว่างวัน หรือทิ้งความเหนอะหนะไม่สบายผิว พร้อมช่วยฟื้นบำรุงผิวด้วยคุณสมบัติ ดังนี้

  • สามารถช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB ได้ดีเยี่ยม 
  • ช่วยชะลอการเกิดปัญหาริ้วรอยแห่งวัย ฝ้า กระ จุดด่างดำได้ดี 
  • เป็นกันแดดสูตรที่กันเหงื่อ กันน้ำ อากาศร้อน เหงื่อเยอะแค่ไหนก็เอาอยู่อย่างแน่นอน 
  • ปราศจากส่วนผสมของพาราเบน แอลกอฮอล์ และสีสังเคราะห์ มั่นใจได้เลยว่าใช้แล้วไม่อุดตันรูขุมขน หรือก่อให้เกิดอาการระคายเคืองผิวอย่างแน่นอน 

สรุป

ก็ได้รู้กันไปแล้วว่าผลิตภัณฑ์กันแดดมีกี่ประเภท และแต่ละประเภทนั้นคืออะไร? มีข้อดี ข้อเสียที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง ตลอดจนเคล็ดลับในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่เหมาะสมกับแต่ละสภาพผิวที่ Verite ได้นำมาฝากกันในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกชนิดของกันแดดให้เหมาะสมกับสภาพผิว เลือกค่า SPF ที่จะปกป้องผิวให้เหมาะกับลักษณะกิจกรรมที่ทำ หรือแม้แต่เลือกเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์กันแดดที่เหมาะกับผิวมากที่สุด เพียงเท่านี้ก็จะได้ครีมกันแดดตัวโปรดที่ปกป้องผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วล่ะ 

Reference

Did you know ครีมกันแดดมีกี่ประเภท ? – tnpoem

https://www.tnpoem.com/content/6233/sunscreen-type

“ครีมกันแดด” วิธีเลือกและใช้ให้ดีต่อผิว

https://gracz.co.th/blog/post/sunscreen#:~:text=ครีมกันแดดแบ่งออกเป็น,Chemical%20Sunscreen%20และ%20Physical%20Sunscreen

ครีมกันแดดมีกี่ชนิด ควรเลือกใช้แบบไหนถึงจะดี – sophistmedic

https://www.sophistmedic.com/content/5565/ครีมกันแดดมีกี่ชนิด-ควรเลือกใช้แบบไหนถึงจะดี

แสง Blue light คืออะไร และผลกระทบต่อผิวหนัง

รู้หรือไม่? ว่านอกจากแสงแดดที่เต็มไปด้วยรังสี UV ที่ส่งผลเสียต่อผิวหนังและสุขภาพร่างกายแล้ว ยังมีอีกหนึ่งแสงที่เป็นภัยร้ายใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้ามอย่างแสง Blue light อีกด้วย ซึ่งจริง ๆ แล้วแสง Blue Light คืออะไร มีผลกระทบต่อผิวหนังรุนแรงมากน้อยแค่ไหน และมีวิธีป้องกันผิวจากแสงสีฟ้าอย่างไรได้บ้างนั้น ตามมาอ่านพร้อม ๆ กันได้เลย

แสง Blue light คือ?

แสง Blue Light หรือแสงสีฟ้า มีชื่อเต็ม ๆ ว่า High energy Visible Light เป็นแสงพลังงานสูงที่อยู่ในช่วงครามกับน้ำเงิน มีความยาวคลื่น 400-500 นาโนเมตร โดยเราสามารถพบแสงสีฟ้าได้ทั้งในดวงอาทิตย์ที่มีปริมาณความเข้มข้นของแสง Blue Light สูงที่สุด และอุปกรณ์ให้แสงสว่างต่าง ๆ เช่น หลอดไฟ LED ตลอดจนอุปกรณ์ดิจิทัล เครื่องมือสื่อสารอย่างจอทีวี จอคอมพิวเตอร์ จอสมาร์ตโฟน 

ผลวิจัยอ้างอิงผลเสียจาก Blue light

โดยมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Investigative Dermatology เมื่อปี 2010 พบว่าการสัมผัสกับ Blue Light เป็นระยะเวลานาน ๆ ส่งผลเสียไม่ต่างจากการสัมผัสรังสียูวีในแสงแดด ที่มีส่วนทำให้ผิวของเราเกิดความผิดปกติทางเม็ดสีทั้งฝ้า กระ จุดด่างดำ ความหมองคล้ำ ตลอดจนผิวอักเสบแพ้ง่ายอีกด้วย 

นอกจากนี้การศึกษาใน Oxidative Medicine and Cellular Longevity เมื่อปี 2015 ก็ยังพบว่าแสง Blue Light มีส่วนเร่งกระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระ ตัวการที่ทำให้ผิวแก่กว่าวัยอีกด้วย

ปัญหาผิวจากแสง Blue light

แม้แสง Blue Light คือ แสงพลังงานสูงที่มีความยาวคลื่นใกล้เคียงกับรังสียูวีในแสงแดด แต่จริง ๆ แล้วนั้นแสงสีฟ้า สามารถทำลายชั้นผิวของเราได้ลึกกว่า กระตุ้นให้ผิวเกิดภาวะเครียดออกซิเดชัน (Oxidation Stress) ร่างกายมีอนุมูลอิสระ (Free Radical) มากขึ้น ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการสร้างเอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิว 

ถ้าหากสัมผัสบ่อยครั้งก็ยิ่งทำให้ชั้นผิวเกิดความเสียหายและเกิดปัญหาผิวนานัปการตามมาได้ ไม่ว่าจะเป็น 

  • เกิดริ้วรอย ผิวเหี่ยวย่น ขาดความกระชับและยืดหยุ่น 
  • เห็นสัญญาณความผิดปกติของเม็ดสี เช่น ฝ้า กระ จุดด่างดำ 
  • ปัญหาผิวแห้งเสีย หมองคล้ำ เพราะเมื่อไหร่ที่ปริมาณคอลลาเจนในชั้นผิวลดลง ก็ส่งผลให้ความชุ่มชื้นในชั้นผิวลดลงตามไปด้วย 
  • ผิวแพ้ง่าย เพราะแสง Blue Light มีส่วนทำลายเกราะป้องกันผิว และทำให้ผิวอ่อนแอแพ้ง่ายตามมา 

วิธีดูแล ป้องกันผิวจากแสงสีฟ้า

สำหรับวิธีป้องกันผิวจากแสงสีฟ้านั้นสามารถทำได้หลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น

ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด

วิธีป้องกันผิวจากแสงสีฟ้าที่สามารถทำได้ง่ายที่สุด และดีต่อสุขภาพผิวของเรามากที่สุดก็คือ การใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด โดยควรเลือกครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพมากพอในการปกป้องและดูแลผิว อย่างผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่า SPF 50+ PA++++ อย่างเดียวก็อาจไม่เพียงพอ ทุกคนอาจจะต้องเลือกผลิตภัณฑ์กันแดดที่ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในการป้องกันแสงสีฟ้าร่วมด้วย

Verite Aqua Light Sunscreen 50+ PA++++

ครีมกันแดดสำหรับผิวหน้าที่ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB ในแสงแดดแล้ว ยังสามารถปกป้องผิวจากแสงสีฟ้า ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย แถมมาด้วยคุณสมบัติสุดจึ้ง เหมาะกับผิวคนไทย

  • Hybrid Sunscreen ผสานทั้งข้อดีของ Physical sunscreen และ Chemical sunscreen เข้าด้วยกัน ออกฤทธิ์ปกป้องแสงแดดได้ทันทีที่ทา
  • ปกป้องผิวจาก UVA, UVB, Blue Light, IR และ PM 2.5
  • เนื้อครีมเกลี่ยง่าย ทาแล้วเบาสบายผิว เกลี่ยง่าย ไม่เหนียวเหนอะผิว 
  • ทาทับเมกอัพได้
  • กันน้ำ กันเหงื่อ ไม่เป็นคราบ 
  • 8 Free ปราศจากสารเคมีอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองผิว เช่น พาราเบน สีสังเคราะห์ และแอลกอฮอล์ 

และยังอัดแน่นมาด้วยส่วนผสมจากธรรมชาตินานาชนิดไม่ว่าจะเป็น

  • Cistus Monspeliensis Extract สารสกัดกุหลาบหินจากดินแดนโมรอคโคที่มีคุณสมบัติปกป้องผิวจากแสงแดด และช่วยลดเลือนริ้วรอยได้ดี
  • Alteromonas Ferment Extract สารสกัดจุลินทรีย์จากน้ำทะเลลึก แอลทีโรโมแนสที่มีคุณสมบัติช่วยปกป้องผิวจากมลภาวะ โลหะหนัก หรือแม้แต่ฝุ่นละอองอันตรายเล็กจิ๋วอย่าง PM2.5 
  • Butterfly Bush Extract สารสกัดจากดอกอัญชัน ช่วยปกป้องผิวจากแสงสีฟ้า รวมถึง Visible Light ต่าง ๆ 

VERITE UV EXPERT SUNSCREEN SPF 50 PA+++

ครีมกันแดดสำหรับผิวหน้าอีกหนึ่งสูตรที่เหมาะกับทุกสภาพผิว เป็นกันแดดประเภท Physical มีความปลอดภัย และอ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว

  • สามารถปกป้องผิวจากรังสี UVA, UVB, Infrared ตลอดจน Visible Light อย่างพวกแสงสีฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
  • เนื้อครีมกันแดดที่เข้มข้น เนื้อบางเบา สูตรอ่อนโยน 
  • เกลี่ยได้ง่าย ไม่เป็นคราบ 
  • กันน้ำ กันเหงื่อได้ยาวนาน 
  • ไม่อุดตันผิว คุมมันไม่เหนียวเหนอะหนะ

หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดด

นอกเหนือไปจากการเลือกใช้ครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด และแสง Blue Light แล้ว เวลาออกจากบ้าน หรือต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง ก็ขอแนะนำให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดด ด้วยการสวมใส่เสื้อผ้าที่มิดชิด หรือเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันแสง UV อย่างพวกเสื้อกัน UV ร่มกัน UV หรือหมวกปีกกว้างร่วมด้วย จะช่วยเซฟผิวไม่ให้หมองคล้ำและเกิดผิวแก่ได้ในอนาคต

ปรับแสงสว่างหน้าจอให้เหมาะสม และติดฟิล์มกรองแสงโทรศัพท์

อีกหนึ่งวิธีป้องกันผิวจากแสงสีฟ้าที่น่าสนใจก็คือ การปรับแสงสว่างหน้าจออุปกรณ์ดิจิทัล และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่สว่างจ้าจนเกินไป เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยให้สบายตาแล้ว ยังช่วยลดปริมาณความเข้มข้นของแสงสีฟ้าได้อีกด้วย หรือจะเลือกการติดฟิล์มกรองแสงบนอุปกรณ์ต่าง ๆ แทนก็ช่วยได้เช่นกัน

สรุป

ก็พอเข้าใจกันไปแล้วนะคะ ว่าจริง ๆ แล้วแสง Blue Light คืออะไร? ซึ่งบอกเลยว่าเป็นอีกแสงที่เปรียบเสมือนเป็นภัยเงียบทำร้ายผิวที่ไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียว จึงจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมองหาวิธีป้องกันผิวจากแสงสีฟ้าที่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นการใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดก็ดี การหลีกเลี่ยงสัมผัสแสงแดดด้วยอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ อย่างการสวมใส่เสื้อผ้า ร่ม หมวก ตลอดจนการติดฟิล์มกรองแสง Blue Light บนอุปกรณ์สื่อสาร เป็นต้น เท่านี้ก็จะช่วยให้ผิวของเราห่างไกลปัญหาผิวนานัปการจากอันตรายของ Blue Light ได้แล้วล่ะ

SPF คืออะไร จำเป็นไหมที่ต้องใช้ครีมกันแดด spf สูง ๆ

เนื่องจากแสงแดดมีรังสี UV ที่สามารถทำลายเซลล์ผิว และก่อให้เกิดโรคผิวหนังได้มากมาย ทำให้การทาครีมกันแดดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แล้วจะเลือกครีมกันแดดอย่างไรดีให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของเรา ในเมื่อบนบรรจุภัณฑ์ครีมกันแดดในตลาดมักจะระบุค่า SPF และ PA ไว้ต่างกัน  หลายคนจึงสงสัยว่า ค่า SPF คืออะไร? แล้วเลือกค่า SPF เท่าไหร่ดี? ถึงจะปกป้องผิวจากแสงแดดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นค่าที่เหมาะกับผิวของเรามากที่สุด

SPF คืออะไร

ก่อนอื่นเลย VERITE จะพาทุกคนมาทำความเข้าใจกันว่า ค่า SPF คืออะไร แล้วทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับค่า SPF ในกันแดด?
ค่า SPF นั้นย่อมาจาก Sun Protection Factor หมายถึง ค่าที่บ่งบอกว่าครีมกันแดดนี้ มีความสามารถป้องกันรังสียูวีบี (UVB) รังสีอันตรายจากแดด เพื่อให้เซลล์ผิวไม่ถูกทำลายหรือเกิดอาการไหม้ แสบร้อน 

ซึ่งบนบรรจุภัณฑ์ของครีมกันแดด หลังคำว่า SPF มักจะมีตัวเลขกำกับ ซึ่งหมายถึง จำนวนเท่าที่ป้องกันรังสี UVB ได้ เช่น ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 หมายความว่า ครีมกันแดดที่ใช้มีความสามารถป้องกันแสงแดดผิวไหม้ได้ 30 เท่าเมื่อเทียบกับผิวปกติ โดยจะป้องกันแสง UVB ได้มากถึง 96.7% และสำหรับ SPF 50 จะดูดซับรังสี UVB ได้ 98% นั่นเอง  แต่ตัวเลขนี้ อาจจะคลาดเคลื่อนได้ ตามความแข็งแรงของสภาพผิวเดิมค่ะ 

*ประสิทธิภาพของการทำงาน % เป็นค่าประมาณการในประสิทธิภาพของสารกันแดด

ประโยชน์ของ SPF

ในหัวข้อนี้จะมาพูดถึงประโยชน์ของค่า SPF ที่สำคัญ ในการปกป้องผิว โดยในแสงแดดจะมีรังสีที่เป็นอันตรายต่อผิวอยู่ 2 ประเภท ได้แก่

  1. รังสียูวีเอ (UVA) รังสีที่เข้าไปทำลายระดับเซลล์ผิวถึงชั้นผิวหนังแท้ ทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินเสียหาย ทำให้ผิวเกิดความหย่อนคล้อย ไม่ตึงกระชับและเป็นต้นตอของการเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง
  2. รังสียูวีบี (UVB) รังสีที่เข้าไปทำลายเซลล์ผิว ทำให้ผิวชั้นบนแห้ง แดง ไหม้ ดำแดด มีฝ้า กระ จุดด่างดำขึ้นมา ทำให้หน้าหมองคล้ำ 

ซึ่งการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF จะบ่งบอกถึงความสามารถในการปกป้องรังสี UVB ที่จะช่วยป้องกันผิว ไม่ให้ไหม้แดด หรือมีจุดด่างดำขึ้น จึงช่วยลดการเกิดปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำได้ หลายคนอาจสงสัยว่าแล้ว UVA ล่ะ ต้องเลือกครีมกันแดดแบบไหนถึงจะป้องกันรังสี UVA ได้ดี ไปดูกันต่อเลยค่ะ

จำเป็นหรือไม่ที่ต้องใช้กันแดด SPF สูง ๆ

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดกันเยอะมากว่าการเลือกใช้ ค่า SPF ที่เหมาะสม จะต้องมีค่าสูง ๆ  ไว้ก่อน แต่ในความเป็นจริงแล้ว การใช้ครีมกันแดด ไม่จำเป็นต้องมีค่า SPF สูงเสมอไป เพราะหากยิ่งค่าสูง ๆ ก็ยิ่งมีโอกาสระคายเคืองผิวมากขึ้นเท่านั้น อีกทั้งความสามารถในการปกป้องแสงแดดก็ไม่ได้ขึ้นกับค่า SPF อย่างเดียว ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการกันเหงื่อ กันน้ำ มลภาวะ แสงต่าง ๆ ใช้ชีวิตประจำวันที่มีส่วนทำให้เกิดปัญหาผิว รวมถึงการบำรุงผิวด้านอื่นๆ อีกด้วย 

ดังนั้นจึงควรเลือกใช้กันแดดที่มีค่า SPF ที่เหมาะกับกิจวัตรประจำวัน หากส่วนใหญ่มีไลฟ์สไตล์ที่อยู่ในที่ร่มเป็นส่วนใหญ่ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF  สูง ๆ หากเป็นคนชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง ต้องเจอกับแดดแรง ๆ ควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF ให้สูงไว้ก่อนเลย เพื่อให้กันแดดช่วยปกป้องผิวได้ตลอดการระยะเวลาที่ทำกิจกรรมกลางแจ้ง

ค่า SPF กับ PA แตกต่างกันอย่างไร

สำหรับใครที่เข้าใจแล้วว่าค่า SPF คืออะไร แต่ยังมีความสงสัยว่าระหว่างค่า SPF และค่า PA ที่ติดบนฉลากครีมกันแดดว่าแตกต่างกันอย่างไร? ทุกคนมาหาคำตอบได้ ที่นี่เลยค่ะ 

ค่า SPF คือ?

อย่างที่กล่าวกันไปแล้วในข้างต้นว่าค่า SPF คือ ค่าที่ระบุว่าครีมกันแดดนั้น มีความสามารถในการปกป้องผิวจากรังสี UVB ได้มากน้อยเพียงใด ส่วนใหญ่ครีมกันแดดที่มีขายในไทย จะมีค่า SPF อยู่ตั้งแต่ 30-50 ซึ่งเป็นค่าที่เหมาะสมต่อการป้องกันผิวได้ดี และเหมาะสมกับอากาศของประเทศไทย

ค่า PA คือ?

ค่า PA หรือ Protection Grade of UVA คือ ค่าที่ระบุว่าครีมกันแดดนั้น มีความสามารถในการปกป้องผิวจากรังสียูวีเอได้มากน้อยเพียงใด ส่วนใหญ่ครีมกันแดดทั่วไปในไทย จะมีระบุค่า PA ต่อท้ายค่า SPF เสมอ แล้วค่า PA ที่หลายคนเห็นจะมีเครื่องหมาย “บวก +” ร่วมด้วย ซึ่งเครื่องหมายนี้ หมายถึง จำนวนเท่าที่ป้องกันรังสี UVA ได้

สำหรับการเลือกใช้ครีมกันแดด ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF และค่า  PA ในปริมาณที่เหมาะสมร่วมกันด้วย เพราะทั้งรังสียูวีเอ UVA และรังสี UVB เพราะแสงทั้ง 2 ชนิดนี้ โดยเฉพาะรังสี UVB จะทำลายผิวชั้นหนังกำพร้าถึงอาการที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน เช่น ผิวไหม้ ผิวลอกและผิวหมองคล้ำ ส่วน UVA จะทำร้ายชั้นผิวที่ลึกกว่า ทำลายโครงสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้เซลล์ผิวเสียหาย เกิดริ้วรอยและความเหี่ยวย่น ถ้าหนักสุด จะทำให้ผิวเสื่อมสภาพเร็ว หรือ ผิวแก่ง่าย นั่นเอง

ดังนั้นครีมกันแดดที่เลือกจึงไม่ควรมีแค่เฉพาะค่าใดค่าหนึ่งเท่านั้น เพราะจะทำให้ปกป้องอันตรายจากแสงแดดได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้เซลล์ผิวบางส่วนถูกทำลาย ถึงแม้จะทาครีมกันแดดแล้วก็ตาม

วิธีเลือก SPF ของครีมกันแดดให้เหมาะสม

อีกหนึ่งคำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัย คือ การเลือกใช้กันแดดทาหน้าควรใช้ SPF เท่าไหร่ดี เพื่อให้ผิวได้รับการปกป้องเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด สามารถเลือกให้เหมาะสมกับกิจกรรมได้ดังนี้

  1. ค่า SPF 8 จะปกป้องรังสียูวีบีได้ 87.5% เหมาะกับการทำกิจกรรมในร่มที่ไม่ค่อยโดนแสงแดด หรือไม่โดนแสงแดดโดยตรงเลย
  2. ค่า SPF 15 จะปกป้องรังสียูวีบีได้ 93.3% เหมาะกับการทำกิจกรรมที่อยู่ในที่ร่ม ในอาคาร ออกแดดบ้างเล็กน้อย และเผชิญกับแสงแดดในระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น
  3. ค่า SPF 30 จะปกป้องรังสียูวีบีได้ 96.7% เหมาะกับการทำกิจกรรมกลางแจ้งที่ไม่ร้อนมาก โดนแดดโดยตรงในระยะเวลาหนึ่งได้
  4. ค่า SPF 45 จะปกป้องรังสียูวีบีได้ 97.8% เหมาะกับการทำกิจกรรมกลางแจ้งที่ไม่ร้อนจัด
  5. ค่า SPF 50 จะปกป้องรังสียูวีบีได้ 98% เหมาะกับการทำกิจกรรมกลางแจ้งที่ออกแดดเป็นเวลานาน ๆ โดนแดดบ่อย และใช้ระยะเวลาในการอยู่กลางแจ้ง เป็นเวลานาน มากกว่า 4 ชม.ขึ้นไป

ควรเลือกครีมกันแดดที่ป้องกันรังสียูวีเอ (UVA) ได้ด้วย

แสงแดดไม่ได้มีแค่รังสียูวีบี UVB แต่มีรังสียูวีเอ UVA ที่ทำลายผิวด้วย ดังนั้นการเลือกใช้ครีมกันแดด นอกจากเลือกที่มีค่า SPF ที่เหมาะสมแล้ว ควรเลือกที่มีค่า PA ร่วมด้วย เพื่อการปกป้องผิวที่เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ผิวหมองคล้ำและเหี่ยวย่นง่ายนั่นเอง 

ควรต้องทาครีมกันแดดให้ถูกวิธี

  1. เลือกครีมกันแดดที่ยังไม่หมดอายุ เป็นอีกข้อที่สำคัญมาก รวมถึงผ่านการทดสอบกับผิวของตัวเองมาแล้วว่าไม่เกิดอาการแพ้หรือระคายเคือง
  2. ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า PA และค่า SPF ที่เหมาะสม ตอบโจทย์กิจวัตรประจำวัน
  3. ปริมาณในการทาครีมกันแดด ควรทาอย่างน้อย 2 ข้อนิ้ว ปริมาณที่เหมาะสมปกป้องผิวที่ดีที่สุด ซึ่งสัดส่วนนี้ได้รับการคำนวณมาแล้วว่าเหมาะสมกับพื้นที่ผิวบนใบหน้าและจะให้การปกป้องผิวจากแสง UV ได้อย่างเพียงพอ

*Verite Trick : ทากันแดดหน้าที่ดี ต้องค่อย ๆ ทาแล้วให้เนื้อกันแดดค่อย ๆ ซึมเข้าชั้นผิว (หรือความขาวของกันแดดค่อย ๆ จางลง) จึงค่อยลงรอบที่ 2 และหรือรอบที่ 3 จนกว่าจะหมดปริมาณที่บีบมาตาม 2 ข้อนิ้ว เพื่อให้โครงสร้างของกันแดดเซ็ตตัวบนหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและควรทิ้งไว้ ประมาณ 10-20 นาที ค่อยลงเมกอัพ จะทำให้หน้าไม่หยา เป๊ะ ปังได้ทั้งวันแล้วค่ะ

  1. ควรทาครีมกันแดดออกบ้าน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง อย่างน้อย 30 นาที
  2. หากต้องอยู่กลางแดดนาน ควรทาครีมกันแดดซ้ำทุก ๆ เวลา 2-3 ชั่วโมง ซึ่งบอกเลยว่าทากันแดดที่ถูกต้อง ไม่ใช่ทาครั้งเดียวแล้วจบนะคะ ต้องทาซ้ำ ๆ ด้วย เพื่อป้องกันผิวจากแดดได้อย่างเต็มที่

ควรต้องทาครีมกันแดดที่เหมาะกับสภาพผิว

แน่นอนว่าสภาพผิวของแต่ละคนแตกต่างกัน นอกจากการเลือกค่า SPF ที่เหมาะสมแล้ว ควรเลือกเนื้อสัมผัสของครีมที่ซึมลงผิวได้ง่าย ไม่ทิ้งความเหนอะหนะ จนทำให้เรารู้สึกไม่ชอบการทากันแดด ซึ่งวิธีเลือกมีรายละเอียดดังนี้

  1. คนผิวแห้ง ควรเลือกครีมกันแดดที่เป็นเนื้อครีม มีส่วนผสมช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นให้ผิว โดยควรเลือกใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น อย่าง Ceramide, Hyaluronic Acid และ Collagen เป็นต้น
  2. คนผิวมัน ควรเลือกครีมกันแดดที่เป็นเนื้อเจล เพื่อให้เนื้อซึมลงผิวได้ง่าย ไม่เพิ่มความมันบนผิว โดยควรหลีกเลี่ยงน้ำมันบำรุงผิวที่ก่อให้เกิดการอุดตันผิว เช่น Shea Butter, Hydrogenated Palm Kernel Oil หรือ Petroleum Jelly เป็นต้น
  3. คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ให้เลือกครีมกันแดดที่มีเนื้อสัมผัสเป็นน้ำนม ที่สามารถซึมลงสู่ผิวได้เร็ว ช่วยทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น  โดยควรหลีกเลี่ยงสารสกัดที่ผลัดเซลล์ผิวอย่าง AHA และ BHA ที่จะทำให้ผิวระคายเคือง หรือผิวบางมากยิ่งขึ้น
  4. คนผิวผสม ควรเลือกครีมกันแดดที่เป็นเนื้อ ครีม หรือเนื้อเจลก็ได้ แต่ขอให้มีเนื้อสัมผัสที่เน้นไปทางบางเบา ซึมไว และช่วยเติมน้ำให้ผิว

มาถึงตรงนี้ Verite เชื่อว่า ทุกคนจะได้ทริกและความรู้เรื่องกันแดดอย่างดี ที่นี้ปัญหาคาใจ  เลือกกันแดดแบบไหนดี ก็จะหมดไป
แล้วเลือกกันแดดสักตัว จะถูกใจเราได้จริงๆมั้ย?
แน่นอน ว่า กันแดดที่ดี นอกเหนือจากคุณสมบัติแล้ว การให้ฟีลทาแล้วติดทน ไม่แสบผิว ในระหว่างวัน ไม่หนักใจกับการทากันแดด นี่แหละ คือคุณสมบัติการใช้กันแดดที่ถูกใจตัวเองอย่างแท้จริง แต่อย่างไรก็ตาม VERITE แนะนำ ให้ทุกคนทากันแดดไว้ทุกครั้งก่อนเลย เพราะถ้าไม่ทาแล้วล่ะก็ สิ่งที่เราบำรุงมาโดยตลอด จะจบเพราะ ไม่ทากันแดดนั่นเอง

Verite Aqua Light Sunscreen SPF 50+ PA++++

ช่วง VERITE ป้ายยา
หลายคนอาจจะเคย ได้รู้จัก หรือ เคยเห็น Verite Aqua Light Sunscreen หรือ กันแดดครีเอเตอร์ 7 UV Filters กันแดดชนิด Hybrid Sunscreen ตัวดัง เรียกว่าเป็นผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดดที่ครบ จบ ในหลอดเดียว ด้วยคุณสมบัติ ที่มีค่า SPF ที่เหมาะสม มากถึง SPF 50+ PA++++ มีส่วนช่วยป้องกันผิวจากทั้งแสง UVA และ UVB ได้ ไม่หวั่นแม้จะทำกิจกรรมในที่ร่มหรือกลางเเจ้ง 

ด้วยคุณสมบัติที่คิดค้นมาเพื่อไลฟ์สไตล์ของคนไทยอย่างแท้จริง ปกป้องผิวได้อย่างเต็มที

*บล็อคแดดด้วย 7 UV Filters ไม่ให้ลงชั้นผิว ไม่ทำให้รู้สึกแสบผิว เมื่อทาตอนอยู่กลางแดดจัด

*ปกป้องผิวจาก UVA, UVB, Blue Light และ PM 2.5 สามเหตุที่จะทำให้ผิวเสีย เกิดปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำ และริ้วรอยเหี่ยวย่น 

*กันน้ำ กันเหงื่อ ไม่เป็นคราบ

*เนื้อบางเบา ซึมไว ทาทับเมกอัพได้

นอกจากนี้ยังมีสารสกัดจาก Alteromonas Ferment Extract, Cistus Monspeliensis Extract และ Butterfly Bush Extract Aqua Light Sunscreen ที่สุดของสารสกัด ที่จะช่วยฟื้นฟูผิวที่ถูกมลพิษทำลายให้กลับมามีผิวสวยและแข็งแรงได้อีกครั้ง 

สำหรับใครที่กำลังมองหาครีมกันแดดที่ถุกต้อง ตอบโจทย์การใช้ชีวิตทุกไลฟ์สไตล์ แถมราคาย่อมเยา ต้องลอง Verite Aqua Light Sunscreen เลยค่ะ คุ้มสุดในเรื่องการป้องกัน

แสง UV light คืออะไร ส่งผลกระทบต่อผิวอย่างไร?

แสง UV light คืออะไร ส่งผลกระทบต่อผิวอย่างไร?

แสง UV คือ คลื่นแสงที่มีความยาวคลื่นตั้งแต่ในช่วง 280-400 นาโนเมตร มีที่มาหลัก  ๆ จากดวงอาทิตย์ หรือแสงแดดที่เราสัมผัสในชีวิตประจำวันนั่นเอง และแม้ว่าเราจะไม่สามารถมองเห็นแสง UV ได้ด้วยตาเปล่า แต่รู้หรือไม่? ว่าแสง UV นี้ สามารถลงลึกสู่ชั้นผิวและทำร้ายชั้นผิวให้เกิดความเสียหายได้ 

แสง UV ส่งผลกระทบอย่างไรกับผิวบ้าง? และจะมีวิธีป้องกันรังสี uv อย่างไรได้บ้างนั้น ตามมาอ่านพร้อม ๆ กันในบทความนี้ได้เลย

รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) มีกี่แบบ

อย่างที่บอกไปว่าแสง UV คือ คลื่นแสงที่มีความยาวคลื่นตั้งแต่ 280-400 นาโนเมตร จึงสามารถแบ่งรังสี UVหรือรังสีอัลตราไวโอเลตนี้เป็น 3 แบบด้วยกัน ดังนี้ 

UVA

รังสี UVA เป็นรังสี UV ที่มีความยาวคลื่นสูงมากที่สุด อยู่ที่ 300-400 นาโนเมตร เป็นรังสี UV ที่มีปริมาณมากที่สุดในแสงแดดถึง 75% และสามารถทะลุลงสู่ชั้นผิวหนังได้ลึกถึงชั้นหนังแท้ ทำให้องค์ประกอบสำคัญต่าง ๆ ในชั้นผิวเสื่อมสภาพ ไม่ว่าจะเป็นเส้นใยคอลลาเจน เส้นใยอีลาสติน ส่งผลให้เกิดปัญหาริ้วรอยก่อนวัย ผิวขาดความกระชับหย่อนคล้อย

และยังส่งผลกระทบกระตุ้นให้เม็ดสีเมลานินทำงานผิดปกติ เกิดการสร้างเม็ดสีผิวมากยิ่งขึ้น และเกิดเป็น ฝ้า กระ จุดด่างดำ ตลอดจนยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ด้วย

UVB

รังสี UVB จะมีระดับความยาวคลื่นรองลงมาอยู่ที่ 290-320 นาโนเมตร มีปริมาณในแสงแดดถึง 18% และสามารถทะลุลงสู่ชั้นผิวได้เช่นกัน โดยเฉพาะชั้นผิวหนังกำพร้าไปจนถึงชั้นหนังแท้ ทำให้เวลาสัมผัสแดดเป็นเวลานาน หรือสัมผัสแดดในช่วงเวลาที่มีแดดจัดจะรู้สึกแสบร้อนผิว มีอาการผิวไหม้แดดอย่างเห็นได้ชัด และกระตุ้นให้ผิวแก่ เกิดปัญหาริ้วรอยร่องลึกก่อนวัยได้ด้วยเช่นกัน

UVC

รังสี UVC เป็นรังสีที่มีความยาวคลื่นน้อยที่สุดในบรรดารังสี UV ซึ่งจะอยู่ที่ 200-290 นาโนเมตร เป็นรังสีความยาวคลื่นสั้น ๆ และมักถูกดูดซับตั้งแต่ในชั้นบรรยากาศโอโซน จึงไม่สามารถกระจายรังสีลงมาสู่พื้นโลกได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ชั้นบรรยากาศไม่สามารถดูดซับรังสี UV นี้ได้ ก็อาจซึมเข้าสู่ผิวหนัง และก่อให้เกิดอันตรายได้ในอนาคต

แสงแดดมีผลเสียต่อผิวอย่างไร

แสงแดด หรือแสง UV โดยเฉพาะรังสี UVA และ UVB ที่สามารถทะลุเข้าสู่ชั้นผิวได้นั้น จะส่งผลเสียต่อสุขภาพผิวหนังของเราได้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น

  • ผิวไหม้แดด แสบร้อนผิวหนัง และทำให้ผิวแห้งแตกลอกได้
  • หากร่างกายดูดซึมรังสี UV เข้าไป จะทำปฏิกิริยาเคมีกับเส้นใยโปรตีน เอนไซม์ และผนังของเซลล์ ทำให้เซลล์ต่าง ๆ นั้นถูกทำลายอย่างช้า ๆ และเกิดการเสื่อมสภาพ เสียหายในที่สุด เกิดปัญหาริ้วรอยแห่งวัย
  • รังสี UV กระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารอนุมูลอิสระ ตัวการทำลายเซลล์เนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะสุขภาพผิวหนัง ที่อาจทำให้เกิดปัญหาผิวแก่ ริ้วรอย ผิวเหี่ยวย่นก่อนวัย หรือมีปัญหาความผิดปกติของเม็ดสีผิว เช่น ฝ้า กระ จุดด่างดำ 
  • เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง

วิธีดูแล ป้องกันผิวจากรังสี uv

จะเห็นได้ว่าแสงแดด หรือแสง UV นั้นส่งผลกระทบต่อผิวหนังของเราได้รุนแรงถึงขั้นเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังเลยทีเดียว ฉะนั้นจำเป็นอย่างมากที่ต้องมองหาวิธีป้องกันรังสี UV เพื่อปกป้องผิวพรรณของเราให้แข็งแรงและดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ ดังนี้

1.เลือกใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดให้เหมาะสม

วิธีป้องกันรังสี uv ที่ง่าย และเซฟผิวของเราได้ดีที่สุดเลยก็คือการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กันแดด หรือครีมกันแดดให้เหมาะสมกับกิจกรรมที่ทำ เช่น

1.วิธีป้องกันรังสี uv ในวันธรรมดา Daily Routines 

สำหรับการดูแลผิวให้ห่างไกลจากปัญหาผิวคล้ำเสีย หรือผิวแก่ก่อนวัยเนื่องจากรังสี UV ที่เราอาจหลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะต้องดำเนินชีวิตตามกิจวัตรประจำวันนั้น แนะนำว่าให้เลือกผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่าปกป้องผิวด้วย SPF30 และ PA++ ขึ้นไป 

จะสามารถช่วยป้องกันแสง UV ทั้ง UVA และ UVB ได้ ขณะเดียวกันก็ควรใช้อย่างเป็นประจำทุกวัน และแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดซ้ำทุก ๆ 2 ชั่วโมง ทั้งนี้ Verite ขอนำเสนอทริคพิเศษในการเลือกผลิตภัณฑ์กันแดด ด้วยยุคสมัยที่เทคโนโลยีมีความสำคัญ เราต่างต้องอยู่กับหน้าจอคอม ทีวี โทรศัพท์ หรือแม้กระทั่งหลอดไฟ จึงควรเลือกครีมกันแดดที่ช่วยปกป้องผิวจากแสงสีฟ้าด้วยนั่นเอง

2.วิธีป้องกันรังสี uv ในวัน Active ไปเที่ยว หรือมีกิจกรรม Outdoor

หากต้องออกไปทำกิจกรรมข้างนอกบ้านตลอดทั้งวัน ก็อาจเสี่ยงสัมผัสแสงแดด และรังสี UV ในปริมาณเยอะได้ ฉะนั้นแนะนำว่าควรเลือกผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่าปกป้องผิวสูง คือ SPF50 และ PA+++ ขึ้นไป เพื่อการปกป้องผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกันหากกิจกรรมเหล่านั้นมีเหงื่อออกเยอะ หรือต้องสัมผัสกับน้ำ ก็ควรเลือกครีมกันแดดสูตร Water-Resistant เพื่อป้องกันการชะล้างของสารกันแดดออกไประหว่างการทำกิจกรรมด้วย เพื่อให้คงประสิทธิภาพในการปกป้องผิวได้ดีเช่นเดิม และควรหมั่นทาผลิตภัณฑ์กันแดดซ้ำทุก ๆ 2 ชั่วโมง

3.มองหาอุปกรณ์เสริมปกป้องผิวจากรังสี uv 

นอกเหนือจากการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันกันแดดให้เหมาะกับกิจกรรมที่ทำแล้ว Verite ก็ขอแนะนำให้เลือกใช้พวกอุปกรณ์เสริมที่มีคุณสมบัติช่วยกันแสง UV ร่วมด้วย เช่น ร่ม แว่นกันแดด หมวกปีกกว้าง ตลอดจนสวมเสื้อผ้ามิดชิดเพื่อป้องกันแดดสัมผัสผิว หรือเลือกใช้เสื้อผ้าที่มีคุณสมบัติกันรังสี UV ร่วมด้วยก็ได้เช่นกัน 

4.หลีกเลี่ยงการสัมผัสแดดจัด และเป็นระยะเวลานาน

ช่วงเวลาที่แดดจัด หรือมีปริมาณความเข้มข้นของรังสี UV สูงนั้นจะเป็นช่วงเวลาตั้งแต่ 10.00-16.00 น. โดยประมาณ จึงควรเลี่ยงออกจากบ้าน หรือทำกิจกรรม Outdoor ต่าง ๆ ในช่วงเวลานี้ มิเช่นนั้นอาจทำร้ายผิวพรรณของคุณได้ แต่ถ้าหากจำเป็น แนะนำให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่าปกป้องผิวจากแสง UV สูง ๆ ระดับ SPF50 และ PA+++ รวมถึงเลือกใช้อุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เพื่อปกป้องผิวให้มิดชิดมากที่สุด 

สรุป 

แม้ว่าแสง UV คือ แสงที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด เนื่องจากส่งผลกระทบต่อผิวหนังได้อย่างรุนแรง ทำให้ผิวไหม้แดด ผิวแก่ก่อนวัย หรือรุนแรงถึงขั้นเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังเลยทีเดียว ซึ่งวันนี้ก็ได้รู้กันแล้วว่า แสง UV มีกี่ประเภทที่ควรระวัง และจะมีวิธีป้องกันรังสี UV อย่างไรได้บ้าง? เพื่อให้สุขภาพผิวหนังของเราแข็งแรง ไม่ถูกแสง UV ทำลายจนเสื่อมสภาพและอ่อนแอ 

ไอเทมป้องกันแสงแดด จำเป็นมากต่อการดำเนินชีวิตของเราในแต่ละวัน Verite ขอแนะนำ 

Verite Aqua Light Sunscreen 50+ PA++++

ครีมกันแดด ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA UVB ในแสงแดด รวมทั้งแสงสีฟ้า และ PM 2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

  • เหมาะกับผิวคนไทย  
  • มีเนื้อครีมน่าใช้มาก ทาแล้วบางเบาสบายผิว เกลี่ยง่าย ไม่เหนียวเหนอะผิว 
  • ผสานคุณค่าจากส่วนผสมธรรมชาตินานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นสารสกัดกุหลาบหินจากดินแดนโมรอคโค, สารสกัดจุลินทรีย์จากน้ำทะเลลึก แอลทีโรโมแนส และสารสกัดสารสกัดจากดอกอัญชัน ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อคงผิวอ่อนเยาว์ และกระจ่างใสอยู่เสมอ 

ไขข้อสงสัยผิวแห้งและผิวขาดน้ำ ต่างกันยังไง?

ผิวแห้งและผิวขาดน้ำ คืออะไร

ผิวแห้งและผิวขาดน้ำเกิดจากอะไร ? คำถามที่ชวนสงสัย ซึ่งเชื่อว่าหลาย ๆ คนมีความเข้าใจผิดถึงความแตกต่างของปัญหานี้ คิดว่ามันคือปัญหาเดียวกัน เพราะฟังดูแลัวไม่ได้มีความแตกต่างกันเลย จนไม่รู้ว่าตนเองกำลังประสบปัญหาผิวแห้งหรือผิวขาดน้ำกันแน่ ในบทความนี้ Verite จะพาทุกคนมาไขข้อสงสัยนี้ไปด้วยกัน ว่าแท้จริงแล้วผิวแห้งและผิวขาดน้ำเกิดจากอะไร ? มีความแตกต่างกันอย่างไร ตามมาดูกันเลย

ผิวแห้ง คืออะไร?

ผิวแห้ง (Dry skin) คือ สภาพผิวที่ขาดความชุ่มชื้น ที่เกิดจากต่อมไขมันผลิตน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวได้น้อยกว่าปกติ โดยพบว่าผิวหนังมีลักษณะแห้งตึง แตกลาย แดงลอก เป็นร่อง เป็นขุย รวมถึงเกิดอาการคัน ผิวขาดความสมดุลของสารให้ความชุ่มชื้น ทำให้เกิดความระคายเคืองต่อผิวได้ง่าย ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นอายุ การดูแลผิว เกิดจากโรคผิวหนังบางประเภท รวมไปถึงมีภาวะผิวแห้งตั้งแต่กำเนิด

ผิวแห้งเกิดจาก

ผิวแห้งเกิดจากอะไร? ในหัวข้อนี้จะพาทุกคนมาไขข้อสงสัยกัน โดยสาเหตุที่ทำให้ผิวแห้งนั้นมีด้วยกันหลายสาเหตุ เกิดได้จากสาเหตุภายในและภายนอกร่างกาย ดังต่อไปนี้

  • เกิดจากภายในร่างกาย : หากร่างกายเสียสมดุลในการสร้างไขมันใต้ผิวหนังจะส่งผลให้มีน้ำมันมาเคลือบให้ความชุ่มชื้นผิวได้น้อยกว่าปกติ ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น และอาจเกิดโรคต่าง ๆ ขึ้นมาได้ เช่น ภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) ต่อมไขมันอักเสบ (Seborrheic dermatitis) เป็นต้น อีกทั้งยังรวมถึงปัจจัยด้านอายุ ยิ่งอายุมากขึ้นความสามารถในการผลิตไขมันใต้ผิวหนังจะลดลงตามไปด้วยเช่นกัน
  • เกิดจากภายนอกร่างกาย : ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากโรคผิวหนังอักเสบ จากความระคายเคืองของสารต่าง ๆ ที่ได้สัมผัสมา หรือจากการแพ้สาร ที่ส่งผลทำให้โครงสร้างของชั้นป้อมปราการผิวเสียหาย หรืออาจเกิดจากสภาพอากาศที่ทำร้ายผิว เช่น เมื่อเจอกับสภาพอากาศที่แห้งหนาว ป้อมปราการผิวเสียหาย จึงทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น เป็นต้น

อาการของผิวแห้ง

เมื่อรู้กันแล้วว่าผิวแห้งเกิดจากอะไร? ในหัวข้อนี้จะพาทุกท่านมาสังเกตอาการกันว่าตนเองนั้นกำลังเผชิญอยู่กับภาวะผิวแห้งอยู่หรือไม่? มาหาคำตอบไปด้วยกัน โดยผิวแห้งมักพบอาการเหล่านี้

  • ผิวหยาบกร้าน ไม่เรียบเนียน
  • คัน แสบแดง เป็นร่องตามผิวหนัง
  • ผิวลอกเป็นขุย
  • ผิวหนังตกสะเก็ด
  • ผิวแห้งแตก อาจเกิดเลือดซึมได้เล็กน้อย

วิธีการรักษาผิวแห้ง

วิธีดูแลผิวแห้งจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป หากมีการรักษาผิวแห้งอย่างถูกวิธี
Verite นำทริกดี ๆ มาฝาก ดังต่อไปนี้

  • การดูแลผิวด้วยวิธี Skin cycling : เป็นอีกหนึ่งวิธีในการรักษาผิวแห้งที่ง่ายที่สุด โดยการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์บำรุงผิวของเราทุก 4 คืน เลือกใช้สกินแคร์ที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน โดย
    • คืนที่ 1 ให้เลือกสครับผิว
    • คืนที่ 2 ให้ใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของเรตินอลช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เพื่อช่วยลดเลือนริ้วรอย 
    • คืนที่ 3 และ คืนที่ 4 ให้เลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะกับสภาพผิว เพื่อให้ผิวได้พักผ่อนและฟื้นฟูตัวเอง หากทำสม่ำเสมอรับรองเลยว่าจะช่วยให้ผิวของคุณดูมีสุขภาพดีขึ้นได้อย่างแน่นอน
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ : วันละประมาณ 6-8 แก้วต่อวัน (แก้วละ 200 มิลลิลิตร) จะช่วยให้ผิวดูชุ่มชื้นมากขึ้น มีสูตรคำนวณปริมาณน้ำที่ควรดื่มต่อวันแบบง่าย ๆ คือ นำน้ำหนัก (กิโลกรัม) คูณด้วย 2.2 คูณด้วย 30 และหารด้วย 2 จะได้เป็นปริมาณน้ำเป็นมิลลิลิตรที่เราควรดื่มใน 1 วัน ตัวอย่างเช่น หากเราน้ำหนัก 50 กิโลกรัม × 2.2 × 30 / 2 จะเท่ากับ 1650 มิลลิลิตร หรือเท่ากับการดื่มน้ำประมาณ 8 แก้วนั่นเอง
  • อาบน้ำอุณหภูมิปกติ : หากอาบน้ำร้อนจะทำให้ผิวแห้งกร้านได้ ดังนั้นจึงควรอาบน้ำอุณหภูมิปกติอยู่เสมอ
  • ทาครีมบำรุงผิวหลังอาบน้ำ : เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นของผิว โดยให้ทาหลังเช็ดตัวหมาด  ๆ ทันที เพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นให้ได้มากที่สุด

ผิวขาดน้ำ คืออะไร?

ผิวขาดน้ำ (Dehydrated Skin) คือ สภาพปัญหาผิวที่ขาดความชุ่มชื้นหรือผิวขาดน้ำใต้ชั้นผิวหนัง อันส่งผลให้เกิดปัญหาผิวขึ้น โดยสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกสภาพผิว เช่น ผิวแห้ง ผิวมัน และผิวผสม ล้วนแล้วมีโอกาสเผชิญกับปัญหานี้ได้ ซึ่งมีหลายสาเหตุที่ทำให้ผิวขาดน้ำ

ผิวขาดน้ำเกิดจาก

ผิวขาดน้ำเกิดจากอะไร? ในหัวข้อนี้ Verite จะพาทุกท่านมาไขข้อสงสัยนี้กัน โดยผิวแห้งจะมักเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้

  • สภาพอากาศ เช่น สภาพอากาศที่เย็นเกินไป สภาพอากาศแห้ง และความชื้นในอากาศต่ำ ส่งผลทำให้ผิวหนังเกิดการสูญเสียน้ำ ทำให้ผิวเกิดการอักเสบขึ้นมาได้
  • พฤติกรรมการดำเนินชีวิต เช่น การดื่มน้ำน้อย ออกแดดโดยไม่ทาครีมกันแดด และนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็ล้วนทำให้เกิดผิวแห้งได้เช่นกัน
  • สารเคมี เช่น ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกาย ในชนิดที่รุนแรงต่อผิวจนเกินไป ก็ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวสูญเสียน้ำได้มากยิ่งขึ้น
  • โรคทางพันธุกรรม ที่ทำให้โครงสร้างของชั้นผิวเสียหาย สูญเสียความสามารถในการกักเก็บน้ำของชั้นผิวไป รวมไปถึงอายุที่มากขึ้นก็ล้วนมีผลที่ทำให้ผิวแห้งเช่นกัน
  • อาหารการกิน ในบางคนที่ควบคุมอาหารลดน้ำหนักที่เลี่ยงการทานอาหารมัน ก็อาจเป็นหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวแห้งได้ เพราะขาดน้ำมันที่มีประโยชน์ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวอย่าง กรดไขมันโอเมก้า 3, 6 และ 9 เป็นต้น
  • การบำรุงผิวผิดวิธี เช่น การขัดผิว หรือ สครับผิวบ่อยเกินไป หรือใช้ผลิตภัณฑ์ขัดผิวที่มีส่วนผสมที่อาจทำให้เกิดการระคายเคือง ที่มีส่วนทำร้ายผิวชั้นนอกอย่างรุนแรง ก็ล้วนทำให้ผิวแห้งและขาดความชุ่มชื้นยิ่งขึ้นได้

อาการของผิวแห้งขาดน้ำ

เมื่อรู้กันแล้วว่าผิวขาดน้ำเกิดจากอะไร ? ในพาร์ทหัวข้อนี้จะพาทุกท่านมาสังเกตอาการกันว่าตนเองกำลังเผชิญอยู่กับปัญหาผิวแห้งขาดน้ำนี้อยู่หรือไม่? จะสามารถสังเกตได้ ดังนี้ 

  • รู้สึกว่าผิวแห้ง : โดยหลังล้างหน้าเสร็จในช่วงแรกของวันจะไม่รู้สึกว่าหน้ามัน แต่ระหว่างวันจะพบว่าผิวภายนอกดูเหมือนกับมีน้ำมันออกมาจากผิวมากกว่าปกติ เนื่องจากการที่ผิวขาดความชุ่มชื้น ร่างกายจะผลิตน้ำมันออกมาเคลือบผิวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นมากกว่าผู้ที่มีผิวปกติ
  • ผิวเป็นริ้ว กร้าน : ผิวขาดน้ำ ผิวดูโทรมหมองคล้ำ ผิวกร้าน เนื่องจากน้ำมันใต้ผิวหนังผลิตออกมาไม่เพียงพอ ส่งผลทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นจึงเกิดริ้วรอยต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน 
  • ผิวไม่นุ่ม : เมื่อสัมผัสหรือลูบผิวแล้ว จะให้ความรู้สึกที่ไม่เรียบเรียน ไม่นุ่ม ซากเล็กน้อย ดูแห้งกร้าน
  • ผิวแดงแสบ : ผิวเกิดการระคายเคืองได้ง่ายยิ่งขึ้น

วิธีการรักษาผิวขาดน้ำ

วิธีการรักษาผิวขาดน้ำมีแนวทางปฏิบัติง่าย ๆ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ : การดื่มน้ำให้เพียงพอ นับว่าเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้ผิวดูชุ่มชื้น ไม่ขาดน้ำ และผิวดูใสขึ้น
  • งดการใช้สครับหน้าที่รุนแรงต่อผิวหน้า : การสครับหน้าไม่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อแข็งหรือหยาบจนเกินไป เพราะจะทำให้ป้อมปราการผิวเสียหาย ผิวขาดความชุ่มชื้นยิ่งขึ้นและผิวอาจเกิดการระคายเคืองได้
  • เลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า : ให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยนต่อผิวและสูตรที่เหมาะกับสภาพผิวหน้า จะทำให้ผิวดูชุ่มชื้นอิ่มน้ำและผิวผ่องใสมากยิ่งขึ้น
  • ใช้ครีมบำรุงผิวหน้า ที่มีส่วนผสมมอบความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างเซราไมด์ ไฮยาลูรอนนิก แอซิด และวิตามินต่าง ๆ เป็นต้น

ผิวแห้งและผิวขาดน้ำต่างกันอย่างไร

อีกหนึ่งคำถามยอดฮิตที่มักพบบ่อยนั่นก็คือผิวแห้ง ผิวขาดน้ำต่างกันอย่างไง? ในหัวข้อนี้ Verite จะพาทุกท่านมาไขข้อสงสัยนี้กัน

  • ผิวแห้ง จะมีน้ำมันมาเคลือบผิวน้อยหรือในบางคนไม่มีเคลือบผิวเลย และต่อมไขมันมีขนาดเล็ก หากไม่รักษาไปนาน ๆ จะทำให้ผิวหยาบกร้าน แห้ง แสบแดง และคัน ซึ่งอาจนำไปสู่โรคผิวหนังบางชนิดได้ 
  • ผิวขาดน้ำ เป็นภาวะที่มีน้ำใต้ผิวน้อย โดยที่น้ำมันในผิวอาจมีการผลิตอยู่ในระดับปกติหรือมากกว่าปกติ และทุกสภาพผิวสามารถเผชิญกับปัญหาผิวขาดน้ำได้ หากไม่รักษาเป็นเวลานานอาจเกิดอาการร้ายแรงถึงขั้นเกิดอาการอักเสบใต้ชั้นผิว เชื้อโรคและสารบางชนิดสามารถเข้าแทรกซึมผิวได้มากขึ้น และทำให้ติดเชื้อได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่า แม้จะดูว่าผิวแห้งและผิวขาดน้ำดูมีลักษณะใกล้เคียงกัน แต่หากดูในรายละเอียดแล้ว จะพบว่าจริง ๆ แล้วทั้ง 2 โรคนี้ ก็มีลักษณะอาการที่แตกต่างกัน และต้องใช้วิธีดูแลกับปัญหาที่ต่างกันด้วยนั่นเอง

วิธีการรับมือกับปัญหาผิวแห้งและขาดน้ำ

สำหรับคนที่มีปัญหาผิวแห้งและขาดน้ำ สามารถดูแลผิวด้วยวิธีที่สามารถทำได้ง่าย ๆ ดังนี้ 

  1. เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหลังล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยน 
  2. เพิ่มความแข็งแรงของป้อมปราการผิวด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่จะช่วยเก็บความชุ่มชื้นให้ผิว เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำของผิว
  3. ใช้ผลิตภัณฑ์ครีมบำรุง Pre-Pro Acne Disrupt Cream สำหรับผู้ที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย ซึ่งเนื้อครีมบางเบา ไม่เหนอะหนะ ไม่ทำให้ผิวมันยิ่งขึ้น แถมยังช่วยลดรอยจุดด่างดำให้จางลง และยังทำให้ผิวดูชุ่มชื้นเรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น 

สรุป

ปัญหาผิวแห้งและผิวขาดน้ำ เป็นปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาเหล่านี้อยู่ ควรทำตามแนะนำของ Verite ในเบื้องต้น เพื่อแก้ปัญหาผิวได้อย่างตรงจุด ไม่ควรปล่อยให้ผิวแห้งเป็นเวลานาน ๆ เพราะอาจทำให้ป้อมปราการผิวเสียหาย และอาจร้ายแรงถึงขั้นเกิดอาการอักเสบใต้ชั้นผิวหนัง ซึ่งเกิดเป็นปัญหาผิวลุกลามในอนาคตได้นั่นเอง

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ : วันละประมาณ 6-8 แก้วต่อวัน (แก้วละ 200 มิลลิลิตร) จะช่วยให้ผิวดูชุ่มชื้นมากขึ้น มีสูตรคำนวณปริมาณน้ำที่ควรดื่มต่อวันแบบง่าย ๆ คือ นำน้ำหนัก (กิโลกรัม) คูณด้วย 2.2 คูณด้วย 30 และหารด้วย 2 จะได้เป็นปริมาณน้ำเป็นมิลลิลิตรที่เราควรดื่มใน 1 วัน ตัวอย่างเช่น หากเราน้ำหนัก 50 กิโลกรัม × 2.2 × 30 / 2 จะเท่ากับ 1,650 มิลลิลิตร หรือเท่ากับการดื่มน้ำประมาณ 8 แก้วนั่นเอง
  • อาบน้ำอุณหภูมิปกติ : หากอาบน้ำร้อนจะทำให้ผิวแห้งกร้านได้ ดังนั้นจึงควรอาบน้ำอุณหภูมิปกติอยู่เสมอ
  • ทาครีมบำรุงผิวหลังอาบน้ำ : เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นของผิว โดยให้ทาหลังเช็ดตัวหมาด  ๆ ทันที

รวม 6 เคล็ดลับหน้าอ่อนกว่าวัย จัดการกับปัญหาตั้งแต่ต้นตอ

รวม 6 เคล็ดลับหน้าอ่อนกว่าวัย

เมื่ออายุมากขึ้น เชื่อว่าหลายคนก็น่าจะสัมผัสได้ถึงสุขภาพผิวพรรณที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะผิวหน้าที่มองเห็นเส้นริ้วรอย ร่องลึกชัดเจน แถมบางครั้งก็ดูหมองคล้ำ ไม่สดใส ปรากฏความหย่อนคล้อยอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย หลายคนเลยจะต้องพยายามหาวิธีดูแลผิวหน้า ไม่ให้แก่ไปมากกว่านี้กันแบบรัว ๆ ไม่ว่าจะใช้สกินแคร์ราคาแพงที่เขาบอกว่าเลิศว่าปัง หรือจะยอมเจ็บตัว จ่ายหนักไปกับหัตถการความงาม และการศัลยกรรม

แต่สำหรับใครที่ไม่อยากทุ่มเงินซื้อครีมกระปุกหลายพันหลายหมื่น หรือไม่อยากเจ็บตัวเพราะโดนมีดโดนเข็มล่ะก็ วันนี้เราได้รวบรวมเอาเคล็ดลับดูแลผิวหน้า เพื่อต้านผิวแก่ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยมาฝากกัน รับรองว่าทำตามนี้จะสัมผัสได้ถึงผิวหน้าที่อ่อนเยาว์ แถมยังประหยัดเงินในกระเป๋าไปไม่ใช่น้อยเลยทีเดียวล่ะ ตามมาอ่านเคล็ดลับดี ๆ พร้อม ๆ กันได้เลย

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวแก่ก่อนวัย

วิธีดูแลผิวหน้า ไม่ให้แก่ต้องดูแลตั้งแต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวแก่ก่อนวัย ซึ่งก็มีหลายสาเหตุเรียกได้ว่ามีผลมาจากปัจจัยรอบตัวเลยล่ะ แต่ละปัญหาดูเหมือนจะธรรมดาและเป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญอยู่ทุกวัน แต่รู้หรือไม่ว่าปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อผิวในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็น

  • ความเครียด เมื่อไหร่ที่เรามีภาวะเครียดอยู่บ่อยครั้ง ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา และส่งผลเสียต่อเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายมากเท่านั้น โดยเฉพาะเซลล์ผิวที่อาจเกิดปัญหาขาดความยืดหยุ่น ไม่ตึงกระชับดั่งวัยเยาว์ จะสังเกตเห็นได้ชัดจากผิวที่เริ่มมีหย่อนคล้อย  และริ้วรอยเกิดขึ้น ส่งผลให้ผิวแก่กว่าวัยในที่สุด
  • นอนน้อย นอนดึกเกินไป เพราะในช่วงที่เราพักผ่อนนอนหลับ ร่างกายจะมีการหลั่ง Growth Hormone ออกมาเพื่อซ่อมแซมเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย แต่เมื่อไหร่ที่คุณพักผ่อนน้อย หรือนอนดึกหลัง 22.00 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายเริ่มหลั่ง Growth Hormone จะส่งผลให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนนี้ได้ไม่มากพอหรืออาจไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูเซลล์ร่างกายได้ 
  • อายุที่เพิ่มมากขึ้น แน่นอนว่าเมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายก็เริ่มถดถอยไปตามวัย โดยเฉพาะสุขภาพผิวพรรณที่จะมีปริมาณคอลลาเจนใต้ชั้นผิวลดลงเรื่อย ๆ มากถึงปีละ 1% เลยทีเดียว จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมยิ่งอายุเยอะ ผิวถึงยิ่งหย่อนคล้อย ขาดความยืดหยุ่น และมีริ้วรอย ร่องลึกเกิดง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 
  • โดนแสงแดดแสงยูวีและมลภาวะเป็นประจำ แสง UV และมลภาวะถือเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวแก่ก่อนวัย ทั้งทำให้เซลล์ผิวเสื่อมสภาพ เกิดริ้วรอยร่องลึกได้ง่ายยิ่งขึ้น ขาดความยืดหยุ่น ผิวหมองคล้ำ และยังส่งผลให้เกิดจุดด่างดำ ฝ้า กระ ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย 
  • ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำนั้นไม่เพียงแต่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายเท่านั้น ยังมีส่วนทำให้ผิวแก่ก่อนวัยอีกด้วย เพราะทำให้ผิวแห้งกร้านขาดน้ำ เสี่ยงผิวเหี่ยว และเกิดริ้วรอยได้ง่ายขึ้น
  • เช็ดเมคอัพไม่สะอาด แต่งหน้าบ่อย แต่งหน้าเก่ง จัดเต็มทุกสถานการณ์อย่างไร หากทิ้งเมคอัพให้ฝังแน่นอยู่บนผิวหน้าเป็นระยะเวลานาน ไม่มีการทำความสะอาดที่หมดจดและถูกต้องนั้น อาจส่งผลให้เกิดปัญหาสิวอุดตัน ผิวหมองคล้ำง่าย รวมไปถึงผิวแก่ก่อนวัยได้เช่นกัน 

6 เคล็ดลับหน้าอ่อนกว่าวัย

6 เคล็ดลับหน้าอ่อนกว่าวัย ที่ Verite นำมาฝากทุกคน สามารถทำได้ง่าย ๆ ดังนี้

1. ทาครีมกันแดดทุกวัน และทาในปริมาณที่เพียงพอ

เคล็ดลับดูแลผิวหน้าให้อ่อนกว่าวัยที่ห้ามพลาดเด็ดขาดก็คือต้องหมั่นทาครีมกันแดดในทุก ๆ วัน และต้องทาในปริมาณที่เพียงพอต่อการปกป้องผิวร่วมด้วย ซึ่งแนะนำให้เลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF มากกว่า 30 และมีค่า PA+++ ขึ้นไปจะดีที่สุด และถ้าจะให้ปกป้องได้ดีที่สุด การเลือก SPF 50+  PA+++ ขึ้นไปจะเป็นค่า SPF ที่เหมาะสมในการป้องกันผิวที่ดีที่สุด ทั้งนี้ควรทาครั้งละ 2 ข้อนิ้วมือทุกครั้งก่อนออกแดดอย่างน้อย 15 นาที ก็จะช่วยปกป้องผิวก่อนโดนแดดทำร้ายได้แล้วค่ะ

2. พักผ่อนให้เพียงพอ

การพักผ่อนที่ดีที่สุดจะช่วยให้ร่างกายได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่ วิธีที่ง่ายสุดๆคือ นอนหลับให้ได้ประมาณ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน ก็ถือว่าเพียงพอต่อการให้เซลล์ผิวได้ซ่อมแซมตัวเองและยังสร้างเซลล์ผิวชุดใหม่ที่แข็งแรงขึ้นมาทดแทนตามระบบซ่อมแซมของร่างกาย การนอนที่ดี การนอนที่มีคุณภาพในแต่ละวัน จะช่วยให้คุณห่างไกลจากปัญหาผิวแก่ก่อนวัยได้แล้วล่ะ

3. บำรุงผิว

เคล็ดลับดูแลผิวหน้าเพื่อจัดการปัญหาผิวแก่ก่อนวัยก็คือการเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะกับสภาพผิว แนะนำว่าในช่วงที่อายุเยอะขึ้นตั้งแต่เริ่มขึ้นเลข 2 กลาง ๆ ควรเริ่มใช้สกินแคร์ที่มีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระเพื่อป้องกันผิวแก่ได้แล้ว หากยิ่งใช้เร็วก็ยิ่งเริ่มปกป้องผิวได้เร็วเท่านั้น และอีกหนึ่งสกินแคร์สำคัญที่ควรใช้ในทุกช่วงวัย นั่นก็คือกลุ่มมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก ป้องกันผิวแห้งเหี่ยวที่อาจนำไปสู่การเกิดริ้วรอยได้

4. ทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ 

การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ถูกหลักโภชนาการ ไม่ทานของทอด หวาน มัน เค็ม ตลอดจนดื่มน้ำให้มากพอในแต่ละวัน และเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับหน้าอ่อนกว่าวัยที่สามารถทำตามได้ง่าย ๆ เช่นกัน ที่สำคัญเลยไม่เพียงแต่ช่วยให้หน้าอ่อนวัยเท่านั้น ยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรงยิ่งขึ้นอีกด้วย

5. ควบคุมระดับความเครียด

แม้ว่าการควบคุมระดับความเครียดจะดูเป็นสิ่งที่ยาก แต่ถ้าถามถึงวิธีทำให้หน้าใส อ่อนกว่าวัยแล้วล่ะก็การทำให้ตัวเองไม่เครียดกว่าเดิมก็ถือเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับดูแลผิวหน้าที่สำคัญเลยล่ะ เพราะความเครียดจะส่งผลให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมามาก ซึ่งจะมีผลทำร้ายคอลลาเจนในชั้นผิวเราได้ด้วยนั่นเอง ถ้าอยากหน้าเด็กแล้วล่ะก็ ต้องทำตัวให้ไม่เครียดเข้าไว้ จะช่วยได้อย่างแน่นอน

6. ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายไม่เพียงแต่จะดีต่อสุขภาพร่างกายเท่านั้น ยังดีต่อสุขภาพผิวพรรณอีกด้วย สามารถต้านผิวแก่ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต เพิ่มผิวเปล่งปลั่งกระจ่างใสแลดูอ่อนเยาว์มากยิ่งขึ้นอีกครั้ง พร้อมมอบผิวที่สุขภาพดี ดูมีออร่ายิ่งขึ้น 

ครีมกันแดด Verite Aqua Light Multi-Protection Sunscreen SPF 50 PA++++

เคล็ดลับหน้าอ่อนกว่าวัย สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือไอเทมลับที่ช่วยป้องกันผิวหมองคล้ำ ต้านผิวแก่ ชะลอการเกิดริ้วรอยอย่าง Verite Aqua Light Multi-Protection Sunscreen SPF 50 PA++++ ครีมกันแดดเนื้อสัมผัสบางเบา เกลี่ยง่าย ที่จะช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA UVB จากแสงแดด แสงสีฟ้าจากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยปกป้องผิวมลภาวะ PM 2.5 ในอากาศ 

อัดแน่นไปด้วยส่วนผสม 7 UV Filters สามารถปกป้องผิวจากรังสี UV ได้เป็นอย่างดี  ขณะเดียวกันก็ยังมีส่วนผสมช่วยดูแลผิวแบบจัดเต็มอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น

  • Cistus Monspeliensis Extract สารสกัดดอกร็อคโรส หรือ กุหลาบหินจากดินแดนโมรอคโคที่มีคุณสมบัติช่วยปกป้องและฟื้นฟูผิวจากการทำลายของรังสี UV 
  • Alteromonas Ferment Extract สารสกัดจากจุลินทรีย์ทะเลน้ำลึกแอลทีโรมอแนสเป็นกลุ่มโพลีแซคคาไรด์ที่สามารถปกป้องผิวจากฝุ่นละออง PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Butterfly Bush Extract หรือสารสกัดดอกอัญชัญ ช่วยปกป้องผิวจากมลภาวะต่าง ๆ ทั้งรังสี UVA UVB ตลอดจนแสงสีฟ้า หรือแสงอินฟราเรดสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาริ้วรอย และผิวแก่กว่าวัยได้อย่างตรงจุด 

นอกจากจะอุดมด้วยส่วนผสมที่มีคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากแสงแดดและมลภาวะที่ใส่มาแบบเน้น ๆ แน่น ๆ แล้ว ครีมกันแดดหลอดนี้ยังเป็นสูตรอ่อนโยน 8 Free ปราศจากสารเคมีอันตรายอย่างเช่น พาราเบน แอลกอฮอล์ น้ำหอมสังเคราะห์ และสีสังเคราะห์อีกด้วย มั่นใจได้เลยว่าอ่อนโยนเหมาะกับทุกสภาพผิว 

สรุป

จบไปแล้วกับ 6 เคล็ดลับดูแลผิวหน้า ต้านผิวแก่ เรียกคืนผิวอ่อนเยาว์ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ ซึ่งเป็นเคล็ดลับที่ทุกคนสามารถทำตามได้ง่าย ๆ ปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้แบบสบาย ๆ แบบไม่ต้องทุ่มเงินเยอะ หรือเสียเวลา เจ็บตัวไปกับการเข้าคลินิกเสริมความงาม ก็สามารถสัมผัสได้ถึงผิวที่สุขภาพดีแลดูอ่อนเยาว์กว่าเดิมได้เช่นกัน

วิธีล้างหน้าให้สะอาดหมดจด ห่างไกลสิว มีขั้นตอนอย่างไร?

ใช้โฟมล้างหน้าราคาแพง เลือกสูตรโฟมล้างหน้าสูตรที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวก็แล้ว แต่ผิวหน้าก็ยังไม่สะอาด แถมมีปัญหาสิวเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง

Continue reading